...

ระดับความพึงพอใจ

1.ท่านได้รับข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์จากเว็บไซต์นี้

ระดับความพึงพอใจ

2.การจัดหมวดหมู่ของข้อมูลข่าวสารบนหน้าเว็บไซต์ สะดวกต่อการค้นหา

ระดับความพึงพอใจ

3.การจัดรูปแบบหน้าจอ ได้แก่ รูปภาพ ตัวอักษรและสี มีความเหมาะสม

ระดับความพึงพอใจ

4.มีช่องทางการติดต่อสอบถามและให้ข้อเสนอแนะ

ระดับความพึงพอใจ

5.ความพึงพอใจโดยรวมในการใช้งานเว็บไซต์

 

การปฏิรูปการศึกษา
 
แสดงความคิดเห็นการปฏิรูปการศึกษา

 

รับฟังความคิดเห็น 1579
รับฟังความคิดเห็น ตู้แดง ศธ.




พฤษภาคม 2017


อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
30 1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 1 2 3


 

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
จดหมายข่าวเพื่อประชาชน

 

bn001

การประชุมนานาชาติ
ว่าด้วยเมืองแห่งการเรียนรู้
( 14 ตุลาคม 2558)

การสอนภาษาอังกฤษ
ให้สามารถสื่อสารได้
( 1 ตุลาคม 2558 )

นโยบาย "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"
( 8 กันยายน 2558 )

 

Readme

 

แนะนำ
 
เชิญร่วม facebook กับ สป.
ร้องเรียน
ร้องเรียน สป.
คู่มือกฏหมาย
อากรนำเข้า
e-office
จรรยาข้าราชการ
แผนเตรียมความพร้อม 2558 แผยภาวะฉุกเฉิน ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต
รายงานการไปราชการต่างประเทศ

icon2242559

 

ประชาสัมพันธ์
Teamwins
 

 

WebAcc


mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้4146
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้6865
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้40438
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว44415
mod_vvisit_counterเดือนนี้139990
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว107367
mod_vvisit_counterทั้งหมด2237830
ขณะนี้มี: ผู้เยี่ยมชม, 4 bots online
Your IP: 54.162.69.178
 , 
Today: พ.ค. 26, 2017
เอ็มโอยูรอบ 2 ดึงหมื่นล้านแก้หนี้ควบคู่พัฒนาชีวิตครู
เขียนโดย นายธนพงศ เชื้อนาค
วันพุธที่ 17 พฤษภาคม 2017 เวลา 11:33 น.
PDF พิมพ์ อีเมล
Share

 

          เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ
          ถือเป็นสัญญาณที่ดีเมื่อผลการเจรจาระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่ขอให้ธนาคารออมสินคืนเงินจำนวน 9,600 ล้านบาท ที่ได้หักจากเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ชำระหนี้แทนผู้กู้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปคืนให้แก่ สกสค. ได้ข้อยุติเป็นที่พอใจ ซึ่งสกสค.ตั้งความหวังว่าเป็นโอกาสดีหากได้เงินก้อนนี้จะได้ดูแลสวัสดิการเพื่อนครูทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาครูเป็นหนี้ !!
          อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีหนังสือไปถึง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังให้แจ้งธนาคารออมสินคืนเงิน 9,600 ล้านบาท ให้แก่ สกสค. ซึ่งรมว.คลังได้ชี้แจงว่า ธนาคารออมสิน ไม่ใช่หน่วยงานในกำกับของกระทรวงการคลัง แต่เป็นบริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่มากกว่า 50% ซึ่งกระทรวงการคลังเหมือนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่ไม่ได้มีอำนาจในทางบริหาร ซึ่ง รมว.คลัง มีข้อแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุดคือ ให้เรื่องนี้เป็นข้อพิพาททางกฎหมาย ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ตัดสิน
          จึงนำมาสู่การนัดหมายเพื่อเจรจาร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ระหว่าง ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. และธนาคารออมสิน ซึ่งนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มาด้วยตนเอง โดย นพ.ธีระเกียรติ เป็นคนกลางในการพูดคุย
          ดร.พิษณุ บอกว่า ที่ผ่านมาฝ่ายกฎหมายของสกสค. ได้ตรวจสอบบันทึกข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ที่อดีตเลขาธิการ สกสค.ทำไว้กับธนาคารออมสิน กรณีให้ธนาคารออมสินหักเงินจากกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ เพื่อชำระหนี้แทนผู้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปได้นั้น เป็นสัญญาฝ่ายเดียว ถือเป็นการทำนิติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่ ทางธนาคารออมสิน ก็ยืนยันว่าเป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ ซึ่งเวลานี้ยอดหนี้ในระบบที่สมาชิก ช.พ.ค. กับธนาคารออมสินเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนล้านบาท ส่วนเงินที่ธนาคารออมสินหักไปจากกองทุนเงินสนับสนุนฯ เพื่อชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระ 3 งวดขึ้นนั้นยอดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ตาม ที่สุดก็มีมติให้ยกเลิกเอ็มโอยูเดิม ที่ธนาคารออมสินทำไว้กับอดีตเลขาธิการสกสค. และให้ทำเอ็มโอยูฉบับใหม่ กับเลขาธิการ สกสค.คนปัจจุบัน
          "ทั้งสกสค.และธนาคารออมสิน ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐ นพ.ธีระเกียรติ ในฐานะคนกลางก็เห็นว่าควรหาทางออกร่วมกัน เพราะหากเกิดปัญหาฟ้องร้องก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะยืดเยื้อ จึงได้ข้อยุติร่วมกันให้ยกเลิกเอ็มโอยูเดิม และให้ทำเอ็มโอยูฉบับใหม่กับผมในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.คนปัจจุบัน" พิษณุ
          ระบุ หลักการของเอ็มโอยูฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น พิษณุ แจงว่า  ต่อไป สกสค. และธนาคารออมสิน ต้องมาช่วยกันติดตาม ทวงหนี้ ส่วนในรายละเอียดต้องมีการไปหารือกันว่าจะกำหนดอย่างไรบ้าง ส่วนยอดเงินที่ธนาคารออมสินได้หักไปนั้น ทางธนาคารออมสินไม่ได้บอกว่าจะไม่จ่าย แต่อาจจะเป็นการ จ่ายแบบมีเงื่อนไข เช่น ผ่อนจ่ายเป็นงวด เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้จะระบุไว้อย่างชัดเจนในเอ็มโอยูฉบับใหม่ที่จะ ทำขึ้น โดยจะเร่งทำเอ็มโอยูและประกาศใช้ให้ทันภายในเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้หากได้เงินที่ธนาคารออมสินหักไปคืนมา สกสค.ก็จะได้นำมาใช้ในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ กับคุณภาพชีวิตครู ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาหนี้ครูเท่านั้น
          "ผมขอย้ำว่าครูเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย ต้องชำระหนี้ ไม่มีหนี้ที่ไหนไม่ต้องจ่าย ไม่ใช่ทำกันจนเป็นแฟชั่นว่าไม่ต้องใช้หนี้ มีกองทุนเงินสนับสนุนฯ จ่ายให้ เพราะต่อให้มีกองทุนเป็นหมื่นล้านบาทก็ไม่พอจ่าย เพราะฉะนั้น ขอให้สำนึกถึงหลักธรรมว่า กรรมใดใครก่อ ก็ต้องรับผิดชอบ ที่สำคัญครูที่ไม่ใช้หนี้ ก็ส่งผลต่อชื่อเสียง จรรยาบรรณและยังเป็นการเอาเปรียบครูดีๆ ที่มีวินัยในการชำระหนี้อีกหลายหมื่นคน อีกทั้งเงินส่วนนี้ควรจะได้นำไปใช้ในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของสมาชิกครู ช.พ.ค.ทั่วประเทศ ไม่ได้ดูเฉพาะครูเป็นหนี้ ถ้าได้เงินก้อนนี้กลับมาจะเป็นโอกาสที่ สกสค.ได้ดูแลครูทุกคน"
          พิษณุ กล่าวย้ำ ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครู ที่เดินหน้าอยู่เวลานี้มีเพียง "โครงการสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน" ที่ตั้งเป้าทุ่มงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ช่วยเหลือครูที่มีหนี้วิกฤติ ที่กำลังจะล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์ ฯลฯ ประมาณ 700-1,000 คน ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 3.5 ร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่องใน 16 แห่ง กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาและคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการเสนอมาให้คณะกรรมการกลางคัดในขั้นสุดท้าย ขณะเดียวกัน ได้แจ้งไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอื่นๆ ด้วยว่า หากมีความพร้อมแล้วต้องการเข้าร่วมโครงการก็สามารถแจ้งมาที่ สกสค.ได้ ซึ่งก็หวังว่าในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ จะเริ่มช่วยเหลือครูได้
          ด้านตัวแทนองค์กรครูอย่าง นายประวิทย์ บึงไสย์ ประธานชมรมครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มองว่า ถ้ามีการปรับเอ็มโอยูจริงก็เห็นด้วย เพราะการที่ธนาคารออมสินหักเงินของผู้ค้างชำระเงินเกิน 3 งวดติดต่อกัน ไปจากกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ ก็ไม่เป็นธรรมแก่ผู้กู้ช.พ.ค.รายอื่นๆ ที่มีวินัยในการชำระหนี้อีกหลายหมื่นคน แต่กลายเป็นว่าคนที่ค้างชำระกลับไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ตรงนี้เป็นช่องว่างที่อยากให้มีการแก้ไข ซึ่งอาจจะเพิ่มเงื่อนไขการดำเนินการทางกฎหมายเข้ามา และวางแผนร่วมกันในการติดตามหนี้
          "ตัวผมเองก็กู้เงินโครงการ ช.พ.ค. แต่ผมก็จ่ายทุกเดือนเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งคนที่ค้างชำระจากที่พบก็มีทั้งที่ตั้งใจ และบางคนก็ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายได้ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะมีการกำหนดขั้นต่ำของการชำระในแต่ละงวด ทั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์กองทุนฯ ก็เพื่อนำไปพัฒนาดูแลชีวิตครูทุกคน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผมเคยเสนอว่าควรให้กองทุนสนับสนุน พิเศษฯ นี้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการ และติดตามหนี้หรือดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ค้างชำระได้อย่างเป็นระบบ หรือจัดตั้งเป็นธนาคารครูเพราะเงินในกองทุนนี้เกิดจากสมาชิกช.พ.ค.ที่เป็นผู้กู้โครงการ ช.พ.ค. เพื่อครูทุกคนได้มีส่วนร่วมในการร่วมกันดูแลด้วย" นายประวิทย์ กล่าวใน ตอนท้าย
          ที่สุดไม่ว่าจะสามารถแก้ไขอุปสรรค ข้อติดขัด เพื่อปัญหาหนี้สินครูได้ตามที่ตั้งหวังหรือไม่ แต่สำคัญคือตัวครูเองที่ต้องตระหนัก รับผิดชอบ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและรู้จักประมาณ ตนด้วย
          "ผมขอย้ำว่าครูเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย ต้องชำระหนี้ ไม่มีหนี้ที่ไหนไม่ต้องจ่าย ไม่ใช่ทำกันจนเป็นแฟชั่นว่าไม่ต้องใช้หนี้ มีกองทุนเงินสนับสนุนฯ จ่ายให้เพราะต่อให้มีกองทุนเป็นหมื่นล้านบาทก็ไม่พอจ่าย"

          บรรยายใต้ภาพ 
          ประวิทย์ บึงไสย์
          พิษณุ ตุลสุข

          ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก