วิสัยทัศน์ สป. 2562 : ผู้เรียนได้รับการศึกษาตลอดชีวิตที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเสมอภาค และมีทักษะ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

STEPCamp 12 7 2562

          กระทรวงศึกษาธิการได้เป็นเจ้าภาพจัดโครงการค่ายเยาวชนไทย - สิงคโปร์ ประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2562 ณ สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีโรงเรียนระยองวิทยาคม จังหวัดระยอง เป็นเจ้าภาพร่วม

STEPCamp1 12 7 2562

          การจัดค่ายเยาวชนไทย - สิงคโปร์ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยครูและนักเรียน จำนวนประมาณ 250 คน จากโรงเรียนเครือข่ายไทย-สิงคโปร์ จำนวน 20 แห่ง โดยผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางขนิษฐา ห้านิรัติศัย) ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในพิธีเปิดค่ายเยาวชนฯ ดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.30 น. จากนั้นนักเรียนและครูไทย-สิงคโปร์ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ เป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะแยกย้ายไปทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนคู่เครือข่าย

STEPCamp2 12 7 2562

          สำหรับการดำเนินกิจกรรมภายในค่ายอยู่ภายใต้แนวคิดการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางภาษาและวัฒนธรรม พร้อมกับการฝึกทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยกิจกรรมฐานการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ความเป็นผู้นำ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยยึดหลักการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการแสดงออก การรู้จักหน้าที่ การมีวินัย และความรับผิดชอบ กิจกรรมวอล์คแรลลี่ เพื่อฝึกความอดทน การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในยุค 4.0 การสร้างเสริมความสามัคคี และกิจกรรมสันทนาการ ที่สอดแทรกความสนุกสนานและความบันเทิง ส่งเสริมให้เกิดการฝึกทักษะการสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมโดยตัวแทนโรงเรียนฝ่ายไทยและฝ่ายสิงคโปร์ ในวันพิธีปิดค่าย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนระยองวิทยาคม ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เปิดโลกทัศน์ด้านวัฒนธรรมให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเกิดความเข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรมที่หลากหลาย

STEPCamp3 12 7 2562

          นอกจากกิจกรรมทางวิชาการและสันทนาการต่างๆ แล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ การเยี่ยมชมสวนเกษตร และโครงการรักษ์ต้นไม้ลดโลกร้อนของสวนนงนุช อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รู้จักพรรณไม้ต่างๆ การทำการเกษตรแบบปลอดสารเคมี พร้อมกับเรียนรู้หลักการช่วยลดภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

STEPCamp4 12 7 2562

          สำหรับโครงการค่ายเยาวชนไทย - สิงคโปร์ หรือ STEP Camp (Singapore-Thailand Enhance Partnership: STEP) เป็นโครงการภายใต้กรอบความร่วมมือ Singapore-Thailand Civil Service Exchange Programme หรือ CSEP โดยกระทรวงศึกษาธิการไทยและสิงคโปร์ ได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดค่ายเยาวชนไทย-สิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2542 มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนและครูไทย-สิงคโปร์ที่เป็นสมาชิกเครือข่ายโรงเรียน ”Partner School” ได้มีโอกาสพบปะและร่วมทำกิจกรรมด้านวิชาการ นันทนาการ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพ เชื่อมความสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ในทุกด้าน โดยมุ่งหวังว่าเยาวชนของทั้งสองประเทศจะเติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญทั้งของภาครัฐและเอกชนที่มีความเข้าใจอันดี สร้างเสริมความสัมพันธ์อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของประเทศอย่างใกล้ชิดในอนาคต

STEPCamp5 12 7 2562*************************************************************

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
12 กรกฎาคม 2562

HLPF 2019 11 7 2562

          รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์) ได้รายงานความคืบหน้าของไทยในด้านการศึกษา ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษา ในการประชุมเวทีระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2562 (High-Level Political Forum on Sustainable Development - HLPF 2019) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 โดยได้กล่าวถึง การจัดการศึกษาของไทยว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และจัดการศึกษาให้กับประชาชนทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะครอบคลุมถึงเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ เด็กไร้สัญชาติ และลูกหลานแรงงานต่างด้าว ซึ่งพ่อแม่เดินทางมาทำงาน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณให้กับการจัดการศึกษามากที่สุด ซึ่งถือเป็นการจัดการศึกษาแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

HLPF1 2019 11 7 2562           ปัจจุบันการเข้าเรียนในระดับปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 3 - 5 ปี จะอยู่ในอัตราที่สูงขึ้น โดยในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 92.6 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีเด็กวัยเรียนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อยู่บ้าง ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงได้จัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น และได้จัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้โอกาสกับผู้สูงอายุได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพื่อการมีงานทำ สำหรับด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา ได้ปรับหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติมากขึ้น โดยพัฒนาความร่วมมือร่วมกับภาคเอกชนในการจัดทำหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาใน 6 ภูมิภาค รวม 18 แห่ง เพื่อทำการศึกษาวิจัยความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจและนำมาใช้ประกอบการผลิตกำลังคนให้มีความสอดคล้องกัน

HLPF2 2019 11 7 2562           สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยมุ่งการสำรวจหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันเพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยจะใช้ระบบข้อมูลกลางที่กำลังดำเนินการร่วมกับหน่วยงานการศึกษาอื่นๆ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงและส่งต่อเด็กกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการและกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษายังได้แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มยากจนและกลุ่มยากจนพิเศษ โดยกลุ่มยากจนพิเศษจำนวน 600,000 คน จะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนค่าครองชีพและสถานศึกษาของนักเรียน เพื่อลดการลาออกกลางคัน รวมถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ที่ประสงค์จะกลับไปเป็นครูในท้องถิ่นของตน ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู

HLPF3 2019 11 7 2562          อนึ่ง การประชุมเวทีระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2562 (High-Level Political Forum on Sustainable Development - HLPF 2019) จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 9 - 19 กรกฎาคม 2562 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยมีหัวข้อหลัก คือ “Empowering people and ensuring inclusiveness and equality” มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความคืบหน้าเชิงลึกการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนรายเป้าหมาย โดยเป็นการประชุมประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อติดตามและทบทวนผลการอนุวัติวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ซึ่งในปีนี้จะทบทวนเชิงลึกเป้าหมายที่ 4 (การศึกษา) 8 (การจ้างงานที่มีคุณค่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจ) 10 (การลดความไม่เท่าเทียม) 13. (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 16 (สังคมสงบสุข เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม) และ 17 (หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)

***************************************************

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
11 กรกฎาคม 2562

100719OPSpr01001

100719moePR010001

          เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์) ได้เป็นประธานการประชุมพิจารณา(ร่าง)แบบติดตามนโยบายการตรวจราชการเฉพาะด้าน (Agenda Based) นโยบายการสร้างความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นการเพิ่มศักยภาพผู้เรียน และการกำหนดพื้นที่การตรวจราชการกรณีปกติ รอบที่ 2 ณ ห้องประชุมสานฝัน สำนักงานศึกษาธิการภาค 1 (ลพบุรี) โดยมีกลุ่มตรวจราชการและติดตามประเมินผล ศธภ.1 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ และเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ พร้อมกับได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา ณ โรงเรียนดงตาลวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู ให้การต้อนรับเป็นอย่างดียิ่ง

 

100719moePR020003

100719moePR020001

     นางสาวชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการกรณีปกติ รอบที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2562 ณ จังหวัดชุมพร ดังนี้

     วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลา 13.00 น. เข้าเยี่ยมคารวะนายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เพื่อปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1) ความเชื่อมโยงด้านการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับปริญญาตรี โดยจังหวัดชุมพรจะจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการท้องถิ่น 2) การประสานงานระหว่างคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 3) การควบคุมดูแลและการตรวจสอบโรงเรียนกวดวิชา 4) การเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในโรงเรียน 5) การตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันและโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน 6) การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การลดใช้พลาสติกและการคัดแยกขยะในโรงเรียน การลดใช้พลาสติกและการคัดแยกขยะในโรงเรียน

     ต่อมาผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและคณะได้ลงตรวจราชการ รับฟังผลการดำเนินงานของโรงเรียนมันตานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เริ่มเปิดสอนในปีการศึกษา 2561 โดยจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เริ่มสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและเพิ่มเติมหลักสูตรภาษาจีนและภาษาอังกฤษผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning โรงเรียนมีห้องปฏิบัติการทุกกลุ่มสาระ ห้อง STEM และสระว่ายน้ำ จึงมีความพร้อมในการพัฒนาผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน

     วันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2562 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชุมพรและผู้แทนหน่วยรับตรวจในจังหวัดชุมพร และได้ลงตรวจราชการ รับฟังผลการดำเนินงาน ข้อจำกัด พร้อมทั้งให้แนวทางการจัดการศึกษาและข้อเสนอแนะแก่ผู้บริหารและบุคลากรของสถานศึกษาในสังกัด ดังนี้

     1. โรงเรียนอนุบาลชุมพร จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยจัดการศึกษาที่ สนองความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น ยึดหลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พัฒนาผู้เรียนตามความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคล ด้วยการเปิดสอนนักเรียนห้องเรียนปกติ โครงการพิเศษจำนวน 2 โครงการ คือ โครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (Mini English Program) และโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โรงเรียนได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้ปกครอง ชุมชน สังคม วัด ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการศึกษาในรูปแบบของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการชั้นเรียน คณะกรรมการห้องเรียน รวมถึงมีบทบาทในการร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาในรูปแบบการบริหารจัดการ สื่ออุปกรณ์อาคารเรียน สนามเด็กเล่น และงบประมาณสนับสนุนการศึกษา

     2. โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 20 จังหวัดชุมพร เป็นโรงเรียนสหศึกษาประเภทประจำ มีเขตพื้นที่บริการในจังหวัดชุมพร 8 อำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง โดยรับนักเรียนซึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาส 11 ประเภท ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้เป็นค่าอาหาร เครื่องนุ่งหุ่ม เครื่องเขียน แบบเรียนและอื่นๆ ให้โดยไม่มีข้อผูกพันใดๆ จัดการเรียนการสอน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะวิชาการ ด้านทักษะการดำรงชีวิต และด้านการศึกษาเพื่อการมีงานทำ (ทักษะอาชีพ) จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนสหศึกษา ประเภทประจำ มีเขตพื้นที่บริการในจังหวัดชุมพร 8 อำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง โดยรับนักเรียนซึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาส 11 ประเภท ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องเขียน แบบเรียนและอื่น ๆ ให้โดยไม่มีข้อผูกพันใด ๆ สำหรับปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ บุคลากรมีการย้ายที่งานบ่อยครั้งเนื่องจากย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมทำให้การขับเคลื่อนองค์กรขาดความต่อเนื่อง และขาดศึกษานิเทศก์ประจำสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ซึ่งโรงเรียนแก้ไขปัญหาโดยการจ้างครูอัตราจ้าง และการขอคำแนะนำจากศึกษานิเทศก์ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชุมพร

     3. โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล เป็นโรงเรียนสหศึกษาประเภทอยู่ประจำ รับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา เรียนช้า จากจังหวัดต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยจัดการศึกษาตามความสามารถของแต่ละบุคคลตามหลักสูตรสถานศึกษา แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลมีเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยไม่เป็นภาระต่อครอบครัวมากเกินไป รวมถึงเพื่อให้นักเรียนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและสามารถประกอบอาชีพได้ตามความเหมาะสม โรงเรียนได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน มีกระบวนการเรียนรู้และการฝึกวิชาชีพ อีกทั้งเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น สถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการฝึกอาชีพระดับจังหวัด รางวัลศิลปหัตถกรรมระดับจังหวัด และรางวัลการแข่งขันกีฬาระดับประเทศและระดับนานาชาติ

องค์การยูเนสโกประกาศให้เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย
เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกแห่งแรกของประเทศไทย
(UNESCO Global Network of Learning Cities: UNESCO GNLC)

Perspectives of Learning City Awardees 2015 4 7 2562UNESCO GNLC 4 7 2562นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 ประเทศไทยได้เสนอชื่อเทศบาลนครเชียงรายเพื่อเข้ารับการพิจารณาเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities: UNESCO GNLC) เนื่องจากเทศบาลนครเชียงราย ฯ ได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning: LLL) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเป็นเมืองที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกครั้งนี้ มีประชากรอย่างน้อย 10,000 คนขึ้นไป รวมทั้งยังมีบทบาทในการทำหน้าที่ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความพร้อมในการขับเคลื่อนหน่วยงานในลักษณะเทศบาลแห่งการเรียนรู้ (Learning Municipality) สร้างความสมานฉันท์ในสังคม มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน ตลอดจนตระหนักถึงคุณค่าการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด
ต่อเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) ได้ประกาศให้เทศบาลนครเชียงราย ได้เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้พร้อมทั้งได้มอบประกาศนียบัตรรับรองการเป็นสมาชิกเครือข่ายอย่างเป็นทางการ
เทศบาลนครเชียงรายเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นประเทศที่ 4 ในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนหลังจากการเป็นสมาชิกของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2562 ยูเนสโกมีจำนวนสมาชิกรวมทั้งสิ้น 224 เมือง จาก 52 ประเทศ (ยังไม่รวมประเทศไทย)
การที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศรับเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย เข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO GNLC จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกอย่างเต็มที่ โดยจะได้รับการสนับสนุนในการดำเนินงานเพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างหุ้นส่วนและเครือข่ายความร่วมมือ และได้รับการยอมรับจากสมาชิกเครือข่าย ฯ ในการดำเนินงานของเมืองต่อไป นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการเสนอผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นด้านการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสมัครเข้ารับรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (UNESCO Learning City Award) ซึ่งจัดให้มีขึ้นในทุก ๆ 2 ปีด้วย
ที่ผ่านมาองค์การยูเนสโก โดยสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) ได้เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกองค์การยูเนสโกที่สนใจสามารถยื่นใบสมัครไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติของประเทศตนเอง (Thai National Commission for UNESCO) ในระหว่างวันที่ 1 มีนาคม - 30 เมษายนของทุกปี เพื่อพิจารณาลงนามรับรองในใบสมัครดังกล่าวก่อนเสนอให้สถาบัน UIL ดำเนินการตามลำดับ โดยในแต่ละปีประเทศสมาชิกจะเสนอชื่อเมืองได้มากที่สุด จำนวนไม่เกิน 3 แห่ง
สำหรับในปี 2562 ประเทศไทย โดยสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ฯ ได้เสนอเมืองที่ประสงค์สมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO GNLC จำนวน 1 แห่ง คือ เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย ไปยังสถาบัน UIL เพื่อเข้ารับการพิจารณาตามกระบวนการและดำเนินการตามลำดับ อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>>

UNESCO GNLC1 4 7 2562

UNESCO GNLC2 4 7 2562

UNESCO GNLC3 4 7 2562

UNESCO GNLC2 4 7 2562***********************************************************************

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
4 กรกฎาคม 2562