(13 กรกฎาคม 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ครั้งที่ 7/2564 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ ผ่านระบบ Zoom Meeting ร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงาน กศน. สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

รับทราบผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564

ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานคลังและสินทรัพย์ สำนักอำนวยการ สป. ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กําหนดให้ส่วนราชการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยกําหนดเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ไม่รวมงบกลาง)

ในส่วนของ สป.ศธ. มีผลดำเนินการ ดังนี้

  1. การเบิกจ่ายในภาพรวม จําแนกเป็น 5 งบรายจ่าย ขณะนี้ สป.ศธ. สามารถใช้จ่ายได้ร้อยละ 70.69 เป้าหมายกําหนดร้อยละ 77.00 เบิกจ่ายได้ต่ํากว่าเป้าหมายร้อยละ 6.31
  2. การเบิกจ่ายจําแนกตามหน่วยงาน 4 หน่วยงาน ผลเบิกจ่ายไปแล้วร้อยละ 70.69 จำแนกเป็น สป.ร้อยละ 61.44 สำนักงาน กศน.ร้อยละ 63.70 สช.ร้อยละ 74.06 สำนักงาน ก.ค.ศ.ร้อยละ 55.07
  3. ภาพรวมรายจ่ายลงทุน (ประกอบด้วย งบลงทุน และงบเงินอุดหนุน) เป้าหมายสะสม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ร้อยละ 65.00 ผลการใช้จ่ายร้อยละ 39.52 ซึ่งต่ํากว่าเป้าหมายร้อยละ 25.48
  4. หน่วยงานในสังกัด สป.ศธ. (ยกเว้นสํานักงาน ก.ค.ศ. สํานักงาน กศน. และ สช.) ที่เบิกจ่ายในส่วนกลาง มีหน่วยงานที่สามารถใช้จ่ายได้ตามเป้าหมาย (ร้อยละ 77.00) จํานวน 3 หน่วยเบิกจ่าย คือ สํานักงานรัฐมนตรี สํานักความสัมพันธ์ต่างประเทศ และสํานักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามลำดับ
  5. สํานักงานศึกษาธิการภาค มีหน่วยงานที่สามารถใช้จ่ายได้ตามเป้าหมาย (ร้อยละ 77.00) จํานวน 2 หน่วยเบิกจ่าย คือ ศธภ.7 ยะลา และ ศธภ.10 อุดรธานี
  6. สํานักงานศึกษาธิการจังหวัด ไม่มีหน่วยงานที่สามารถใช้จ่ายได้ตามเป้าหมาย (ร้อยละ 77.00)

เห็นชอบในหลักการ การขอใช้คลาวด์สำหรับการให้บริการระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal: DPA)

นางสาวเจริญวรรณ หนูนาค รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า สำนักงาน ก.ค.ศ. กำลังดำเนินการใช้ระบบ Cloud เพื่อให้บริการเกี่ยวกับระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ต่ำกว่า 4 แสนคน ที่จะต้องเข้ามาใช้งานระบบ เพื่อขอมีและขอเลื่อนวิทยฐานะตามระดับชั้นของวิทยฐานะของข้าราชการครู และผู้ใช้งานทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับระบบ เช่น ผู้ดูแลระบบของสถานศึกษา ผู้ดูแลระบบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้ดูแลระบบของศึกษาธิการจังหวัด บุคลากรของสำนักงานสำนักงาน ก.ค.ศ. อีกทั้งระบบยังกล่าวยังเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานบุคคลที่มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นในรูปแบบดิจิทัล เป้าหมายเพื่อต้องการลดภาระงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การเก็บผลงานของข้าราชการครูที่เป็นในรูปแบบเอกสาร ให้เป็นในรูปแบบไฟล์เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือไฟล์ดิจิทัล

ทั้งนี้ ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้รองรับระบบใหม่ที่อยู่ในช่วงระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมกราคม 2565 หลังจากนั้นจะเริ่มทำการทดลองใช้งานระบบกับกลุ่มตัวอย่างนำร่องที่สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดไว้ ในส่วนของทรัพยากรของระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังไม่ได้รับการพิจารณาจัดสรร

ที่ประชุมพิจารณาแล้ว เห็นชอบในหลักการการขอใช้คลาวด์สำหรับการให้บริการระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal: DPA) โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศทก.สป.) จะเป็นหน่วยงานหลักของ สป.ศธ.ในการประสานและดำเนินงานร่วม ในเรื่องการใช้ทรัพยากรระบบ Cloud ต่อไป

 

เห็นชอบการจัดกิจกรรม “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์ วังจันทรเกษม”

นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้ครูทุกคนในทุกพื้นที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองผ่านระบบออนไลน์ โดยวิทยากรชั้นนำของประเทศ จะส่งต่อความรู้และประสบการณ์จากวังจันทรเกษม ไปยังครูโดยตรงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้น บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดจะต้องเป็นผู้นำทางวิชาการ ที่จะร่วมขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ สร้างเครือข่าย 77 ตลาดนัดการเรียนรู้ โดยสอบถามความต้องการจำเป็นในหลักสูตรที่จะจัดขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของครูอย่างแท้จริง ขณะนี้ได้ประสานวิทยากรชั้นนำของประเทศให้ความรู้ในหลักสูตรต่างๆ ไว้บ้างแล้ว เช่น วิวัฒนาการการเมืองกับการศึกษาไทย จะเรียนเชิญประธานรัฐสภาให้ความรู้ หรือเรื่องศึกษาสื่อสารผ่านบทเพลง ก็จะเชิญอาจารย์สลา คุณวุฒิ มาให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องนี้ เป็นต้น

สถานการณ์โควิด 19 ของกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด ศธ. ในฐานะประธานกรรมการบริหารศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์โควิด 19 ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ในวันนี้ (12 ก.ค.) พบผู้ป่วยรายใหม่ของข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัด เพิ่มขึ้น 32 ราย, อยู่ระหว่างการรักษา 3,401 ราย หายป่วยแล้ว 2,290 ราย รวมจำนวนผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อสะสม 5,698 ราย และเสียชีวิตสะสม 7 ราย

 

ในส่วนของการฉีดวัคซีน ให้ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ข้อมูลวันนี้ (12 ก.ค.) ฉีดไปแล้วเข็มที่ 1 จำนวน 306,675 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 98,995 ราย ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน 459,547 ราย

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในขณะนี้ สิ่งสำคัญที่ทุกหน่วยงาน/สถานศึกษา ต้องให้ความร่วมมือ คือ ปฏิบัติตามมาตรการของ ศคบ. เช่น ในพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุดและเข้มงวด ให้ Work from Home ขั้นสูงสุด, ขอให้งดการประชุมอบรมสัมมนาประเภทต่าง ๆ ไว้ก่อน หากจำเป็นให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทน, การเดินทางเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขจังหวัดอย่างเคร่งครัด

นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อการวางแผนอัตรากำลังบุคลากรในทุกหน่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลกระทบกระบวนการสรรหาอัตรากำลังของข้าราชการและผู้บริหารทุกระดับ จึงขอให้ศึกษาธิการจังหวัดสื่อสารสร้างความเข้าใจให้บุคลากรในสังกัดได้รับทราบด้วย นอกจากนี้ ในเรื่องการดำเนินคดีทางวินัย จะมีเรื่องของอายุความที่จะหมดลงด้วย จึงขอให้พิจารณาดำเนินการในกรอบระยะเวลาที่กำหนด เพราะจะมีผลในเรื่องการรับผิดด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ ได้รายงานการช่วยเหลือครู บุคลากรและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานสารเคมี มีโรงเรียนในสังกัดได้รับผลกระทบ 7 โรงเรียน คือ สังกัด สพป.สมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 5 โรงเรียน และ สพม.สมุทรปราการ 2 โรงเรียน โดยผู้ตรวจราชการฯ และโฆษก ศธ. (เกศทิพย์ ศุภวานิช) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พร้อมมอบสิ่งของจำนวนหนึ่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำนักงานศึกษาธิการได้กระจายสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยแล้ว นอกจากนี้ ศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานการฉีดวัคซีนในจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานเร่งรัดให้ฉีดวัคซีนแก่ครูในสังกัด 21,523 ราย ให้ได้ร้อยละ 70 เพื่อทันเปิดเรียนแบบ On-Site ครบทุกแห่งในวันที่ 29 ก.ค.นี้

 

 

ขอบคุณที่มา : ศธ.360